ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
General Information
dot
bulletผิวหนัง
bulletสิว
bulletริ้วรอยแห่งวัย
bulletฝ้าและกระ
bulletสารกันแดด
bulletเครื่องสำอาง
dot
Product List
dot
bulletCleansing Product
bulletAnti-Acne Product
bulletWhitening Product
bulletAnti-Aging Product
bulletToiletries Product
bulletBody Treatment Product
bulletTreatment & Ionto Product
bulletสินค้าขายดี 30 รายการ
dot
Service & Support
dot
bulletการสั่งซื้อสินค้า
bulletบริการส่วนลด
bulletการจัดส่งสินค้า
bulletการชำระเงิน
bulletตรวจสอบอัตราค่าขนส่ง
bulletตรวจสอบการส่งสินค้า
dot
Cool Link
dot
bulletFacebook
bulletHotmail.com
bulletYahoo.com
bulletSanook.com
bulletPantip.com
bulletกระทรวงสาธารณสุข
bulletสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
bulletกลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง
bulletศูนย์บริการสุขภาพเบ็ดเสร็จ
bulletกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์




What's New

 



สร้างรายได้ ด้วยธุรกิจเครื่องสำอาง

สร้างรายได้ ด้วยธุรกิจเครื่องสำอาง

เปลี่ยนแปลงส่วนลดใหม่ทั้งหมดarticle
เปลี่ยนแปลงส่วนลดใหม่ทั้งหมด
แนวทางปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อหรืออาจติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A (H1N1)article
แนวทางปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อหรืออาจติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A (H1N1)
ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1

ไข้หวัดใหญ่

สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1

 Influenza A (H1N1)

 

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เอ เอช1เอ็น1 เป็นโรคที่แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน เริ่มพบที่ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้แพร่ออกไปยังอีกหลายประเทศ

 

เชื้อสาเหตุ

เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 (A/H1N1) ซึ่งเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตัวใหม่ ที่ไม่เคยพบมาก่อน  เกิดจากการผสมสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน สุกร และนก 

 

การแพร่ติดต่อ

เชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ  น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย  แพร่ติดต่อไปยังคนอื่น ๆ  โดยการไอจามรดกันโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป  หากอยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู  โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก 

ผู้ป่วยอาจเริ่มแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วย  ช่วง 3 วันแรกจะแพร่เชื้อได้มากสุด และระยะแพร่เชื้อมักไม่เกิน 7 วัน

 

อาการป่วย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อไวรัส 1 – 3 วัน น้อยรายที่นานถึง 7 วัน อาการป่วยใกล้เคียงกันกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ  อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียด้วย  

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง  หายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล อาการจะทุเลาและหายป่วยภายใน 5 – 7 วัน แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบ รุนแรง จะพบอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้

 

การรักษา

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที  ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส  คือ ยาโอลเซลทามิเวียร์ (oseltamivir)  เป็นยาชนิดกิน หากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 2 วันหลังเริ่มป่วย    จะให้ผลการรักษาดี 

ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย เช่น มีไข้ต่ำ ๆ  และยังรับประทานอาหารได้ อาจไปพบแพทย์ที่คลินิก  หรือขอรับยาและคำแนะนำจากเภสัชกรใกล้บ้าน และดูแลรักษากันเองที่บ้าน  โดย

-  รับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาละลายเสมหะ เป็นต้น  และเช็ดตัวลดไข้เป็นระยะด้วยน้ำสะอาดไม่เย็น

-  ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มาก ๆ  งดดื่มน้ำเย็น 

-  พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ได้มากพอเพียง เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ เป็นต้น  หากรับประทานอาหารได้น้อย  อาจต้องได้รับวิตามินเสริม

-  นอนหลับพักผ่อนมาก ๆ ในห้องที่อากาศถ่ายเทดี

-  ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ  ยกเว้นติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งต้องรับประทานยาจนหมดตามแพทย์สั่ง  เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยา

 

การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ

- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่   

- หากต้องดูแลผู้ป่วย  ควรสวมหน้ากากอนามัย  เมื่อดูแลเสร็จ  ควรรีบล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดทันที

- ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ  ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น  โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

-  ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง  เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

-  หมั่นล้างมือบ่อยๆ  ด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังไอ จาม

 -  รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งไข่ นม ผัก และผลไม้  ดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  หลีกเลี่ยงบุหรี่และสุรา

 

การป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อ

            - หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่  ควรลาหยุดงาน  หยุดเรียน เป็นเวลา 3 - 7 วัน ซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาดได้มาก

          - พยายามหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดคลุกคลีกับคนอื่น ๆ   

          - สวมหน้ากากอนามัย  เมื่ออยู่กับผู้อื่น หรือใช้ทิชชูปิดจมูกปากทุกครั้งที่ไอจาม  ทิ้งทิชชูลงในถังขยะที่มีฝาปิด  แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่

ใส่ใจ  ห่วงใยคนรอบข้าง

สวมหน้ากากอนามัย  และล้างมือบ่อย ๆ

สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่  กรมควบคุมโรค

 

คอสเมซูติคอล (Cosmeceutical)

คอสเมซูติคอล

"คอสเมซูติคอล" ถูกเลือกขึ้นมาเป็นทางเลือกหนึ่งของคนรักครีมบำรุงผิว เพราะเป็นครีมที่อยู่กึ่งกลางระหว่างยาและเครื่องสำอาง ให้ผลออกฤทธิ์กับผิวได้ดี แต่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

    แม้ว่าชื่อ "คอสเมซูติคอล" จะฟังดูใหม่และไม่คุ้นหู แต่ความจริงก็คือ "คอสเมซูติคอล" ถือว่าเป็นทูเดย์เจนเนอเรชั่น (Today Generation) ของวงการเครื่องสำอางในปัจจุบัน และกำลังจะเข้ามาเป็นมาตราฐานของเครื่องสำอางไปแล้ว ในต่างประเทศเครื่องสำอางประเภทนี้เป็นที่นิยมและแพร่หลายมาก สมมติในสมัยก่อนมาตราฐานเรื่องความงามของอเมริกาคือการลอกหน้า ผู้หญิงก็จะลอกหน้ากันอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง ปัจจุบันก็พัฒนาขึ้นมาเป็นพวกไมโครเดอมาเบรชั่น หรือเลเซอร์คูลทัช หรือพูดง่ายๆ เมื่อก่อนมาตราฐานของครีมบำรุงผิวกระปุกหนึ่งจะมีส่วนผสมของน้ำกับน้ำมันเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาก็เริ่มมีสารออกฤทธิ์ชนิดต่างๆ ผสมเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานกับผิวอย่าง " คอสเมซูติคอล" ก็จะมีการเพิ่มสารออกฤทธิ์มีประสิทธิภาพสูงในปริมาณที่มากกว่าเข้าไป แต่ไม่ใช่ยา ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผิวรุนแรงเท่ายา แต่มีประสิทธิภาพในการทำงานดีกว่าเครื่องสำอางทั่วๆไป เช่น ถ้าในครีมบำรุงผิวทั่วไปมีส่วนผสมของ AHA แค่ 0.1% ใน "คอสเมซูติคอล" จะมีเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่า แต่จะให้มากกว่าการผลัดผิวด้วย AHA กับแพทย์นั้นคงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากจะเกิดการระคายเคือง การรักษาด้วยสารออกฤทธิ์เปอร์เซ็นต์สูงๆ จึงควรอยู่ภายใต้การการดูแลของแพทย์เท่านั้น ทีนี้เมื่อมีความเข้มข้นของสารค่อนข้างมาก เครื่องสำอางประเภทนี้จึงมักจำหน่ายในร้านขายยา หรือตามคลินิกแพทย์ในยุโรปซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำ แต่มีคนไข้บางคนเข้าใจว่าเป็นยา ซึ่งเคยมีผู้หญิงซึ่งกำลังตั้งครรภ์เคยปรึกษาหมอ ว่าจะต้องหยุดใช้เครื่องสำอางตัวนี้หรือไม่ ซึ่งเป็นจำพวก "คอสเมซูติคอล" ด้วยกลัวว่าถ้าใช้แล้วอาจไปส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ เพราะเข้าใจว่าเป็นยา

    ในต่างประเทศเครื่องสำอางพวก"คอสเมซูติคอล" เป็นที่นิยมกันมากเพราะได้ผลดีกว่าเครื่องสำอางทั่วไป แต่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเหมือนกับใช้ครีมที่เป็นยานั่นเอง เมื่อก่อนนี้เราอาจจะเคยคิดว่าครีมราคาแพงๆเท่านั้นที่จะช่วยให้ผิวดูดีได้ แต่จริงๆแล้วมันขึ้นอยู่กับว่าครีมนั้นๆ ถูกกันกับผิวเราหรือเปล่า บางคนใช้ครีมยี่ห้อดัง แพงมากๆ แต่ใช้แล้วหน้าก็ไม่ดีขึ้น บางทีหมองกว่าเดิม ถามว่าครีมนั้นไม่ดีหรือเปล่า สารแอคทีฟที่เขาใช้นั้นไม่ดีใช่ไหม คำตอบคือไม่ใช่ แต่ว่ามันอาจจะถูกกับผิวบางคน ดังนัน้ให้สังเกตุดูว่าใช้ตัวไหนแล้วดีขึ้นก็ให้ใช้ตัวนั้นไป

    ปัจจุบันนี้ "คอสเมซูติคอล" จึงกลายเป็นครีมที่กำลังมาแรงและทำท่าจะแซงครีมแบรนด์ดังหลายแบรนด์ไปแล้ว เนื่องจากใช้แล้วได้ผลดี แก้ปัญหา ผิวหน้าได้ตรงจุด ออกฤทธิ์ได้ดีกว่า และทันใจกว่า แถมราคายังสบายกระเป๋ากว่าเมื่อเทียบกับครีมบำรุงราคาแพงลิบลิ่วบางยี่ห้อ "คอสเมซูติคอล" เลยฮิตกันมากในกลุ่มดาราและสาวไฮโซ เพราะมันไม่ได้แค่ทำให้ผิวชุ่มชื้นแต่ยังช่วยดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง เช่น คนที่มีปัญหาหน้าหมอง ก็จะมีการใส่สารแอคทีฟที่ออกฤทธิ์ให้หน้าขาวกระจ่างใสมากเป็นพิเศษ หรือคนที่มีริ้วรอยลึก หน้าเริ่มไม่กระชับ ก็จะเน้นใส่สารแอคทีฟที่แก้ปัญหานี้โดยตรง หลายคนถึงไม่มีเวลามาทำทรีทเม้นต์บ่อยๆ แต่ถ้าได้ใช้ "คอสเมซูติคอล" ก็จะอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง ซึ่งดาราและไฮโซที่ต้องออกงานบ่อยๆ จนไม่มีเวลาดูแลผิวหน้ามากนัก ก็เลยเทใจให้ "คอสเมซูติคอล" กันค่อนข้างมาก      

 

หน้า 1/2
1 2  [ถัดไป]
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
BIOPLUSCHEM CO., LTD. 14 SOI RAMKHAMHAENG2 SOI 23 YAK 4, KWANG DORKMAI, KHATE PRAVET, BANGKOK 10250 , MOBILE : 089-1996902 , TEL.:02-3375327 ,FAX.:02-1819475 ,WWW.BIOPLUSCHEM.COM ,E-MAIL : info@biopluschem.com