ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
General Information
dot
bulletผิวหนัง
bulletสิว
bulletริ้วรอยแห่งวัย
bulletฝ้าและกระ
bulletสารกันแดด
bulletเครื่องสำอาง
dot
Product List
dot
bulletAnti-Acne Product
bulletWhitening Product
bulletAnti-Aging Product
bulletToiletries Product
bulletBody Treatment Product
bulletTreatment & Ionto Product
bulletสินค้าขายดี 30 รายการ
dot
Service & Support
dot
bulletการสั่งซื้อสินค้า
bulletบริการส่วนลด
bulletการจัดส่งสินค้า
bulletการชำระเงิน
bulletตรวจสอบอัตราค่าขนส่ง
bulletตรวจสอบการส่งสินค้า
dot
Cool Link
dot
bulletFacebook
bulletHotmail.com
bulletYahoo.com
bulletSanook.com
bulletPantip.com
bulletกระทรวงสาธารณสุข
bulletสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
bulletกลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง
bulletศูนย์บริการสุขภาพเบ็ดเสร็จ
bulletกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
dot
Link ที่แนะนำ
dot
bulletwww.funrisy.com (ส่ง/ปลีก)
bulletBestface Cosmeceuticals




สร้างรายได้ ด้วยธุรกิจเครื่องสำอาง

สร้างรายได้ ด้วยธุรกิจเครื่องสำอาง

            ตราบใดที่โลกนี้ยังมีผู้หญิง  ธุรกิจเครื่องสำอาง ก็ยังคงเป็นธุรกิจที่ไม่มีวันตาย  เพราะความต้องการของผู้หญิงคือ  อย่าหยุดสวย  ถึงแม้ในตลาดจะมีผลิตภัณฑ์ความงามเป็นร้อยเป็นพันแบรนด์  แต่ยังมีช่องว่างเสมอสำหรับของใหม่  รายได้  หรือผลกำไร  ที่จะเข้ามาคือสิ่งดึงดูดใจให้ผู้มีทุนอยากลงสนาม  เริ่มต้นจากการรักสวยรักงาม  ซื้อสินค้าใช้กลายเป็นตัวแทนจำหน่าย  และนำไปสู่การจ้างผลิตและติด แบรนด์ตัวเอง

            สินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง  หากสินค้ามีความแตกต่างจากสินค้าของคู่แข่งที่วางขายทั่วไป และผู้ซื้อยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อประโยชน์ที่แฝงอยู่ในตัวสินค้า  ไม่ว่าเกิดจากสรรพคุณ  รูปลักษณ์ที่สวยงาม  ซึ่งการเพิ่ม “ Value added “  นี่เอง  ทำให้ผู้ประกอบการสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นได้ถึงหลายๆเท่าตัว  “ 50 – 100 % หรือมากกว่านั้น 

อยากมีแบรนด์ตนเอง ด้วยงบจำกัด  ต้องทำอย่างไร

            ทุกวันนี้การจะเป็นเจ้าของธุรกิจเครื่องสำอางไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด  การจะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง  เริ่มจากต้องมีสินค้าคุณภาพ  ใช้แล้วเห็นผลชัดเจน  มีเลขที่จดแจ้ง อ.ย.รับรอง  มีการบริการออกแบบฉลาก และโลโก้  ราคาไม่แพงและทำกำไรได้อย่างดี

  

  
 

อยากมีแบรนด์เครื่องสำอางของตนเองต้องทำอย่างไร? 

ปัจจุปันโรงงานผลิตเครื่องสำอางส่วนใหญ่จะให้บริการในรูปแบบของ One Stop Service หรือบริการครบวงจร  หลักๆประกอบด้วย

-           การให้คำปรึกษาในเบื้องต้นเรื่องการตลาด

-           พัฒนาสูตรตามความต้องการของลูกค้า

-           รับผลิตภายใต้ตราสินค้าของลูกค้า

-           บริการออกแบบฉลากและติดฉลาก

-           ออกแบบกล่องบรรจุภัณฑ์

-           การดำเนินการจดแจ้งเครื่องสำอางกับอย.

ข้อดีของการบริการแบบ One Stop Service  ไม่ได้ช่วยเรื่องการลดต้นทุน  แต่ช่วยเรื่องของความสะดวกสบาย  และให้ลูกค้าเอาเวลาไปมุ่งเรื่องการตลาด  เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นนุรกิจนี้  ยกตัวอย่างเช่น  บริการด้านบรรจุภัณฑ์  โรงงานจะซื้อบรรจุภัณฑ์แบบต่างๆจากโรงงานผู้ผลิต  มาแบ่งขายให้ในรายที่สั่งผลิตน้อยๆได้  ซึ่งสามารถช่วยผู้ลงทุนที่มีงบประมาณจำกัด  ดีกว่าไปซื้อเองที่โรงงานซึ่งมีขั้นต่ำในการสั่งซื้อในปริมาณที่มาก

การเลือกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

            1.เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่โรงงานผลิตไว้เพื่อจำหน่ายอยู่แล้ว

            ผลิตภัณฑ์ที่มีขายอยู่แล้วส่วนใหญ่จะเป็นสูตรมาตรฐาน  ( Master Formula ) ซึ่งผลิตขึ้นมาตามล๊อตแน่นอน  เช่น 50 กิโลกรัมต่อล๊อต เป็นต้น  คุณสามารถติดต่อขอซื้อได้เลยในทุกโรงงาน  ซึ่งส่วนใหญ่จะขายครั้งละ 1 กิโลกรัมขึ้นไป

            โดยหลักๆแล้วโรงงานรับผลิตเครื่องสำอางจะมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุม 11 หมวด  ได้แก่

1.เครื่องสำอางเพื่อทำความสะอาด ( Cleansing Products ) กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อทำความสะอาด
   ผิวหน้า ไม่ว่าจะเป็น ครีม  โฟม  เจล หรือมูส  เพื่อล้างหน้า ขจัดสิ่งสกปรก  สามารถพัฒนาได้ทั้ง
   มีฟอง และไม่มีฟอง
2.เครื่องสำอางบำรุงผิวขาว 
( Whitening Products )
3.เครื่องสำอางลบเลือนริ้วรอย
( Anti-aging Products )
4.ผลิตภัณฑ์สำหรับรักษาสิว
( Anti-acne Products )
5.ผลิตภัณฑ์ป้องกันผิวจากแสงแดด 
( Sunscreen Products )
6.ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย
( Body Products )
7.ผลิตภัณฑ์สปา 
( Spa Products )
8.ทรีทเม้นท์บำรุงผิว 
( Treatment Products )
9.ผลิตภัณฑ์รอบดวงตา 
( Eye Products )
10.เครื่องสำอางเบส 
( Cosmetic Base )
11.ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม 
( Hair Products )

สำหรับราคาจำหน่ายขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัตถุดิบ และเนื้อครีมที่ต้องการ   ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าเป็นเนื้อเซรั่ม  ราคาจะแพงกว่าเนื้อครีมธรรมดา  แต่ละโรงงานจะมีสินค้าที่ผลิตไว้แล้วให้เลือกมากมาย  ส่วนเรื่องของราคาจำหน่ายส่วนใหญ่จะไม่เปิดเผยมากนัก  สงวนไว้ให้ผู้ที่สนใจที่จะลงทุนจริงๆเท่านั้นเข้าไปคุยรายละเอียด

            2.จ้างพัฒนาสูตรเครื่องสำอางของคุณเอง

            การจ้างพัฒนาสูตรนี้มีข้อดีหลายอย่าง  ที่สำคัญคือสูตรที่พัฒนาขึ้นจะเป็นทรัพย์สินของคุณเพียงคนเดียว  และไม่ต้องกลัวว่าจะไปซ้ำกับใครในตลาด  สามารถเก็บเกี่ยวรายได้จากครีมสูตรพิเศษ  ( ถ้าใช้แล้วเห็นผลจริง ) ไปตลอดกาล ซึ่งในการจ้างพัฒนาสูตรพิเศษจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและแต่ละโรงงานจะกำหนดปริมาณการสั่งซื้อขั้นต่ำในปริมาณที่เยอะพอสมควร แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

           
- กรณีที่สูตรพิเศษพัฒนามาจาก Master Formula ของโรงงานรับผลิต เช่นอาจจะขอกลิ่นพิเศษหรือเพิ่มสารสกัดบางตัว เป็นต้น ในกรณีนี้ ทางโรงงานไม่ได้ซื้อวัตถุดิบใหม่ทั้งหมด จะซื้อก็เพียงบางตัวตามที่คุณต้องการเท่านั้น การพัฒนาสูตรแบบนี้ โรงงานส่วนใหญ่จะกำหนดขั้นต่ำในการสั่งอย่างน้อย 5 กิโลกรัมสำหรับครีมบำรุงผิวหน้า และ 30 กิโลกรัมสำหรับครีมใช้เปลืองอย่าง ครีมอาบน้ำ แชมพู และ Body Lotion

            - กรณีคิดสูตรใหม่โดยไม่ได้อ้างอิงกับ Master Formula ของโรงงานรับผลิต กรณีนี้คุณสามารถออกไอเดียหรือความต้องการกับนักเคมีหรือเภสัชกรของโรงงานนั้นได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องจ่ายเพิ่มค่าบริการ ราคาแตกต่างกันไปตามแต่ละโรงงานนั้นๆ ประมาณ 1,500 -3,000 บาทต่อสูตร และกำหนดขั้นต่ำการสั่งซื้ออยู่ที่    10-25 กิโลกรัม โดยจะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาสูตรครั้งที่ 1 ประมาณ 7 วัน พัฒนาสูตรและส่งตัวอย่างครั้งที่ต่อไป 3 วัน ทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ 15 วัน ใช้เวลาในการผลิตและบรรจุประมาณ 7-15 วัน

 

ขั้นตอนการสร้างแบรนด์และการจดแจ้งเลข อย.

เนื่องจากเครื่องสำอางปัจจุบัน ถือเป็นเครื่องสำอางควบคุม ดังนั้น ก่อนผลิตหรือนำเข้า จะต้องจดแจ้งต่อ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ที่ต้องการสร้างแบรนด์ใหม่ หรือมีแบรนด์อยู่แล้ว จะพัฒนาสูตรใหม่หรือสูตรของโรงงานไปบรรจุ ทำแบรนด์ตัวเอง เพื่อจำหน่าย ก็จะต้องขอจดแจ้งขึ้นทะเบียนสูตร โดยโรงงานรับผลิตนั้น จะเป็นผู้ทำการจดแจ้ง ขึ้นทะเบียนสูตรให้
            ทั้งนี้สินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียน อย. ต้องเคยมีประวัติการสั่งซื้อแล้วเท่านั้น หากคุณเปลี่ยนโรงงานรับผลิต ก็ต้องให้โรงงานรับผลิตรายต่อไป ไปขอจดแจ้งทะเบียนสูตรนั้นใหม่อีกครั้ง ยกเว้น ในกรณีที่คุณสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ไปใช้เองในร้าน หรือสถานบริการ เช่น ใช้ ทรีทเม้นท์กับลูกค้าโดยตรง โดยไม่มีการบรรจุแบ่งขายในแบรนด์ใหม่ ก็ไม่จำเป็นต้องจดแจ้งสินค้าในแบรนด์ใหม่
            ปัจจุบันการขอจดแจ้งขึ้นทะเบียนสูตร อย. ได้มีการปรับหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้น เพื่อคัดกรองผลิตภัณฑ์คุณภาพให้กับผู้บริโภค ประกอบด้วย สูตรอ้างอิง ชื่อการค้า ชื่อผลิตภัณฑ์ (แบรนด์ของลูกค้า) ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ลักษณะภาชนะที่บรรจุ เช่น กระปุก ขวดปั๊มสุญญากาศ หลอด ขนาดที่บรรจุ และ รูปถ่ายสินค้า สามารถยื่นขอต่อครั้งไม่เกิน 10 รายการ
           

            ตัวอย่างการคำนวนค่าใช้จ่ายในการยื่นขอ (รายละเอียดจริง ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงงานผู้ผลิตจะกำหนด)
 สมมุติคุณต้องการยื่นเรื่องทั้งหมด 5 รายการจะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น คือ
            1. ค่าจดทะเบียนผู้ประกอบการ 3,000 บาท (ชำระครั้งเดียว ในปีต่อไปจะเสียค่าต่ออายุ 1,000 บาทต่อปี)
            2. ค่าจดแจ้งรายการละ 500 บาท x 5 รายการ เป็นเงิน 2,500 บาท
            3. ค่าดำเนินการเอกสาร (ต่อครั้ง) 1,500 บาท
           
            รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,000 บาท

บรรจุภัณฑ์ หนึ่งเคล็ดลับที่ไม่ควรมองข้าม
            บรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง (Cosmetic Package) ในตลาดมีให้เลือกมากมาย อาทิ กระปุกพลาสติก กระปุกแก้ว กระปุกอะคริลิก หลอดพลาสติก ขวดสุญญากาศ ขวดแก้ว ขวดอะคริลิก ซองฟอยด์ แผ่นฟอยด์ปิดหลอด หัวปั๊มแบบต่างๆ ฯลฯ ราคาจะแตกต่างไปตามวัสดุ ขนาดปริมาตร และความสวยงาม ความหลากหลายของบรรจุภัณฑ์ มีมากจนคุณอาจจะเลือกไม่ถูก
            เทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งในการสั่งผลิตครีมให้ออกมามีคุณภาพดี ก็คือการเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับครีมที่ผลิต การผลิตเครื่องสำอางแล้วใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม จะช่วยลดปัญหาการสูญเสียของครีม การรั่วซึมจากการขนส่ง จากการใช้งาน ลดปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาได้
            การเลือกบรรจุภัณฑ์ ในเบื้องต้นต้องดูปริมาณที่ต้องการบรรจุก่อน เช่น ถ้าต้องการขายครีม ขนาด
5 กรัม ก็ต้องบรรจุในหลอดหรือกระปุกเล็กๆ แต่ถ้าต้องการบรรจุในปริมาณมาก ต้องมาแยกประเภทของครีมโดยดูที่ความหนืดของครีมเป็นหลัก ถ้าความหนืดเทียบเท่าแชมพู ก็ต้องเป็นขวดปั๊ม จะใช้งานง่าย แต่ถ้าความหนืดมาก ต้องใส่หลอดแบบบีบหรือไม่ก็เท เพราะผลิตภัณฑ์จะไม่เหลือตกค้างในบรรจุภัณฑ์ ซึ่งพอจะแยกตามลักษณะได้ดังนี้

-           เซรั่ม โลชั่น สบู่เหลว แนะนำให้ใช้ขวดปัม ทั้งแบบสุญญากาศหรือแบบมีสาย

-           เจล เซรั่มที่มีความหนืดไม่มาก แนะนำให้ใช้ขวดปั๊ม ทั้งแบบสุญญากาศหรือแบบมีสาย และ หลอดบีบ

-           ครีม เจล โฟม ที่มีความข้นหนืดพอสมควร แนะนำให้ใช้หลอดบีบและกระปุก

-           ครีมที่มีความแข็งตัว หรือมีความหนืดมาก แนะนำให้ใช้กระปุก

-           ถ้าครีมที่บรรจุภัณฑ์ส่งผลด้านเคมี เช่นครีมที่มีความไวต่อแสง อย่าง วิตามินซี ควรอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ทึบแสง เป็นหลอดเคลือบ 5 ชั้น และบรรจุภัณฑ์ไม่ควรเปิดปิดบ่อยๆ เพราะจะทำให้เนื้อผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสี

อีกทั้งบรรจุภัณฑ์ยังเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อ ยอดขาย บรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม โดดเด่นสะดุดตา จะมีความได้เปรียบในการดึงดูดความสนใจ จากผู้บริโภค และส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ/ไม่ซื้อ ของผู้บริโภคได้ ในขณะเดียวกัน การแสดงข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับ รายละเอียดข้อมูลของสินค้า ประโยชน์หรือสรรพคุณ มาตราฐานการค้าและการผลิตอย่างครบถ้วน ยังมีส่วนอย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของสินค้าเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ไม่ว่าผู้ลงทุนจะต้องการบรรจุภัณฑ์สวยงามขนาดไหนก็ตาม ถ้าเป็นไปได้ต้นทุนค่าแพ็คเกจจิ้งไม่ควรแพงกว่าต้นทุนครีมมากนัก เช่น ต้นทุนครีม 80 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ 300 บาท ต้นทุนของบรรจุภัณฑ์ควรประมาณ 10-20% ของต้นทุนครีม นอกจากนี้ยังมีต้นทุนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการออกแบบฉลาก โลโก้ กล่องสินค้า ค่าบรรจุครีม ค่าฉลากและติดฟิล์มหด ซึ่งอัตราค่าบริการแล้วแต่โรงงานจะกำหนด และขึ้นอยู่กับจำนวนการผลิต สั่งผลิตมากยิ่งได้ราคาถูก โดยสามารถประมาณค่าใช้จ่ายได้ดังนี้

1.     ค่าบริการ ออกแบบโลโก้     500 – 2,000 บาท

2.     ค่าออกแบบฉลาก              500 – 3,000 บาท

3.     ค่าบริการออกแบบกล่อง   2,000 – 5,000 บาท

4.     ฉลากสินค้า              เริ่มต้น   3 – 15     บาท

§  ติดกระปุก ประมาณ 3 บาท

§  ติดขวดเซรั่ม ประมาณ 6 บาท

§  ติดขวดขนาดใหญ่ ประมาณ 12–15 บาท

5.     บรรจุ+ติดฟิล์มหด         ชิ้นละ 5 – 10     บาท

การคำนวนค่าใช้จ่ายในการลงทุนผลิตโดยประมาณ

ตัวอย่าง สมมุติการลงทุนผลิตครีมบำรุงผิวหน้ากับครีมบำรุงผิวกาย เพื่อให้ผู้อ่านเห็นตัวเลขประมาณการลงทุนชัดเจนขึ้น ถ้าผู้เขียนต้องการบรรจุสินค้า ครีมเชอรี่ จำนวน 1 กิโลกรัม บรรจุลงบรรจุภัณฑ์สีชมพู ขนาด 15 กรัม โดยมีโลโก้อยู่แล้วและต้องการออกแบบฉลากสินค้า และกล่องสินค้าด้วย ต้องใช้งบประมาณการลงทุนดังนี้

รายการ

จำนวน

ราคาต่อหน่วย

รวมเป็นเงิน

ครีมเชอรี่

1 กิโลกรัม

3,800

3,800

บรรจุภัณฑ์สีชมพู

(1 กก.บรรจุขนาด 15 กรัม ได้ 66 ชิ้น)

66 ชิ้น

45

2,970

ฉลากสินค้า

66 ชิ้น

3

198

บรรจุ+ฟิล์มหด

66 ชิ้น

5

330

กล่องสินค้า

66 ชิ้น

16

1,056

ค่าออกแบบฉลากมีกล่อง

66 ชิ้น

350

350

สรุปต้นทุนรวม

66 ชิ้น

131.87

8,704


 
           สรุปว่าถ้าผู้เขียนจะสั่งผลิตและทำแบรนด์ ครีมเชอรี่ ปริมาณ 15 กรัม จะใช้งบลงทุน 8,704 บาทต่อกก. จะได้สินค้าทั้งหมด 66 กระปุก คิดเป็นต้นทุนกระปุกละ 132 บาท

 

 

 

 




What's New

เปลี่ยนแปลงส่วนลดใหม่ทั้งหมด article
แนวทางปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อหรืออาจติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A (H1N1) article
ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1
คอสเมซูติคอล (Cosmeceutical)
Facing The Future article
นวัตกรรมใหม่ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง article
ความก้าวหน้าของเครื่องสำอางไทย article
ความรู้เกียวกับ นาโนเทคโนโลยี article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
BIOPLUSCHEM CO., LTD. 14 SOI RAMKHAMHAENG2 SOI 23 YAK 4, KWANG DORKMAI, KHATE PRAVET, BANGKOK 10250 , MOBILE : 089-1996902 , TEL.:02-3375327 ,FAX.:02-1819475 ,WWW.BIOPLUSCHEM.COM ,E-MAIL : info@biopluschem.com