ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
General Information
dot
bulletผิวหนัง
bulletสิว
bulletริ้วรอยแห่งวัย
bulletฝ้าและกระ
bulletสารกันแดด
bulletเครื่องสำอาง
dot
Product List
dot
bulletAnti-Acne Product
bulletWhitening Product
bulletAnti-Aging Product
bulletToiletries Product
bulletBody Treatment Product
bulletTreatment & Ionto Product
bulletสินค้าขายดี 30 รายการ
dot
Service & Support
dot
bulletการสั่งซื้อสินค้า
bulletบริการส่วนลด
bulletการจัดส่งสินค้า
bulletการชำระเงิน
bulletตรวจสอบอัตราค่าขนส่ง
bulletตรวจสอบการส่งสินค้า
dot
Cool Link
dot
bulletFacebook
bulletHotmail.com
bulletYahoo.com
bulletSanook.com
bulletPantip.com
bulletกระทรวงสาธารณสุข
bulletสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
bulletกลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง
bulletศูนย์บริการสุขภาพเบ็ดเสร็จ
bulletกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
dot
Link ที่แนะนำ
dot
bulletwww.funrisy.com (ส่ง/ปลีก)
bulletBestface Cosmeceuticals




แนวทางปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อหรืออาจติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A (H1N1) article

 

นิยาม

1กลุ่มเสี่ยงต่อโรครุนแรง : ได้แก่ ผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้

-โรคหอบหืดหรือโรคปอดเรื้อรัง

-โรคหัวใจและหลอดเลือด (ยกเว้น ผู้มีความดันสูงอย่างเดียว)

-โรคที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ หรือ ได้รับการรักษาที่กดภูมิต้านทาน

-โรคเอดส์ โรคมะเร็ง

- โรคไตเรื้อรัง

- ภาวะความผิดปรกติทางเมตาโบลิซึม เช่น โรคเบาหวาน

-โรคธาลัสซีเมีย (ไม่รวมผู้เป็นพาหะ)

- เด็กอายุ <15 ปี ที่กำลังกินยาแอสไพรินรักษาโรค เช่น โรคคาวาซากิ รูมาตอยด์

- มีความผิดปรกติทางระบบประสาท โรคลมชัก ที่จะทำให้ป้องกันการแพร่เชื้อยาก

- อายุน้อยกว่า 24 เดือน หรือ มากกว่า 65 ปี

- หญิงตั้งครรภ์

- โรคอ้วน

2Influenza-like illness (ILI):

หมายถึง ผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัยว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ A(H1N1) โดยมีอาการดังต่อไปนี้

- มีไข้ >38° . ร่วมกับ ไอ/ เจ็บคอ

- อาจมีอาการอื่นๆ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดเมื่อย อาเจียน ท้องเสีย

 

3Suspected case:

หมายถึง ผู้ป่วยในข่ายเฝ้าระวังคือมีอาการ และมีประวัติเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แต่ยังไม่มีผลการตรวจไวรัสยืนยัน

 

4Confirmed case:

หมายถึง ผู้ป่วยที่มีผลตรวจไวรัสยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ชนิด A (H1N1)

 

5Close contact: หมายถึง การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยในระยะไม่เกิน 1-2 เมตร โดยผู้สัมผัสไม่ใช้

อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เช่น mask และโดยที่ผู้ป่วยไม่ใส่ mask หันหน้าพูดด้วย หรือ ไอจามรด หรือสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย โดยไม่ได้ล้างมือ ก่อนมาสัมผัสจมูก ตา หรือปากของตนเอง

 

2แนวทางปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อหรืออาจติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

สายพันธุ์ใหม่ชนิด A (H1N1)

 

ปัจจุบัน การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A (H1N1)ขยายตัวไปทั่วโลก และได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศไทยตามธรรมชาติของโรค.

การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยในประเทศไทย พบว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A (H1N1) มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แต่ความรุนแรงอาจจะมากกว่าเล็กน้อย น่าจะทำให้เกิดปอดอักเสบได้มากกว่า การแพร่กระจายได้เร็วกว่า เกิดการติดเชื้อกับเด็กนักเรียนและวัยหนุ่มสาวเป็นส่วนใหญ่ และยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้.

เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และมีองค์ความรู้ใหม่เพิ่มเติมมากขึ้น จึงสมควรทบทวนแนวคิดรวมทั้งปรับแนวทางปฏิบัติ การรักษา การให้ยาต้านไวรัส และการส่งตรวจหาไวรัส ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยมุ่งให้การปฏิบัติในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับประเทศไทย ชะลอการดื้อยา และรักษามาตรฐานความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ.

ในการวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ ต้องคำนึงถึงการวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆตามกระบวนการทางการแพทย์ด้วย.

 

โรคติดเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่

􀂃 ระยะฟักตัวของโรค

- 1-3 วัน (ส่วนน้อยนานถึง 5 วัน)

􀂃 ระยะแพร่เชื้อ:

- 1 วันก่อน - 5 วัน หลังป่วย (อาจถึง 7 วัน เป็นส่วนน้อย)

- ผู้ป่วยแพร่เชื้อได้มากที่สุดใน 3 วันแรก

- ผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำอาจแพร่เชื้ออยู่นานหลายสัปดาห์ หรือเดือน

 

􀂃 การดำเนินโรค

- ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการ ส่วนใหญ่มีอาการเหมือนไข้หวัดธรรมดา คือมีไข้ต่ำๆ เจ็บคอ ไอ

  เล็กน้อย กินอาหารได้พอ บางคนมีอาการของไข้หวัดใหญ่

- ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ มักจะมีไข้สูง (อาจหนาวสั่น) 48 ชม. วันที่ 3 จะเริ่มดีขึ้น โดยปวดศีรษะ ปวดเมื่อย ตัวร้อน เบื่ออาหารน้อยลง

- ผู้ป่วยกว่าร้อยละ 90 มีอาการน้อย หายได้เองโดยไม่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล. โดยทั่วไป อาการจะหายภายใน 5-7 วัน

- ผู้ป่วยคนไทย ที่เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ A(H1N1) ประมาณ 30 ราย ร้อยละ 70 มีโรคประจำตัวหรือภาวะสุขภาพที่ทำให้โรครุนแรง. ร้อยละ 30 ไม่พบโรคประจำตัว แต่บางรายเสียชีวิตเพราะการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องขณะป่วย.

 

 

. การพิจารณารับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาล และการให้ยาต้านไวรัส

 

-1. ผู้ที่มีอาการรุนแรง

 

􀂃 ผู้ที่มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

1. อาการ ที่สงสัยปอดอักเสบ (ให้ทำ CXR ทุกราย)

- หายใจเร็ว โดยอัตราการหายใจตามอายุดังนี้

 

< 2เดือน                  > 60/min

2-12 เดือน                > 50/min

1-5 ปี                      > 40/min

>5 ปี                      > 30/min

เด็กโตและผู้ใหญ่        > 24 /min

 

- หอบเหนื่อย / เจ็บหน้าอก

- ฟังปอด ได้ยินเสียงผิดปรกติ

- O2 sat. วัดโดย pulse oxymeter (SpO2) ที่ room air < 95%

- chest x-ray ที่ชี้แนะว่ามีปอดอักเสบ

 

2. ซึมผิดปรกติ

3. กินอาหารและน้ำได้น้อยกว่าปกติอย่างชัดเจน หรือมีภาวะขาดน้า

4. อาการไม่ดีขึ้นหลัง 48 ชั่วโมง นับตั้งแต่เริ่มป่วย

 

􀂃 การตรวจและรักษาทั่วไป

- ตรวจหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรครุนแรง1

- ส่งตรวจทางไวรัสเฉพาะกรณีเป็นปอดอักเสบ หรือรับไว้ในโรงพยาบาล

- รับไว้รักษาในโรงพยาบาล ถ้ามีข้อบ่งชี้ เช่น ต้องการสารน้ำทางเส้นเลือด ออกซิเจน การดูแลใกล้ชิดจากแพทย์และพยาบาล เป็นผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรครุนแรง และไม่สามารถติดตามอย่างใกล้ชิดแบบผู้ป่วยนอกได้ หรือพิจารณาตามดุลยพินิจของแพทย์

 

􀂃 การให้ยาต้านไวรัส

- ให้ยาต้านไวรัสเร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอผลตรวจไวรัส

- พิจารณาให้ยาต้านแบคทีเรียร่วมด้วยถ้ามีปอดอักเสบ

 

-2. ผู้ที่มีอาการน้อย อาการไม่รุนแรง หรือ อาการดีขึ้นแล้ว

 

􀂃 การตรวจและรักษาทั่วไป

- ตรวจหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรครุนแรง

- ไม่จำเป็นต้องรับไว้ในโรงพยาบาล ให้ยารักษาตามอาการ

- แนะนำวิธีการดูแลรักษาตนเองที่บ้าน และ การป้องกันการแพร่เชื้อ

- ให้ผู้ป่วยหยุดงาน พักผ่อน พยายามกินอาหารและดื่มน้ำให้เพียงพอ

- กำชับให้ผู้ป่วยกลับมาตรวจหากมีอาการไม่ดีขึ้น

- ติดตามอาการใกล้ชิดอย่างน้อย 48 ชม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีไข้สูง

- ถ้าอาการรุนแรงขึ้น พิจารณารับไว้รักษาในโรงพยาบาล

- ไม่จำเป็นต้องให้ยาต้านแบคทีเรียถ้าไม่มีข้อบ่งชี้

- พิจารณาการให้ยาต้านไวรัส ตามข้อมูลต่อไปนี้

 

􀂃 การให้ยาต้านไวรัส แก่ผู้ที่มีอาการน้อย

2.1. ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดใหญ่ที่รุนแรง แต่มีอาการน้อย

          - ให้ oseltamivir (+/-ยาปฎิชีวนะ) โดยเร็วที่สุด ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น

- ส่งตรวจทางไวรัสกรณีรับไว้ในโรงพยาบาลหรือตามความจำเป็น

2.2. ผู้ป่วยที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดใหญ่รุนแรง

- ไม่ให้ยาต้านไวรัส

- พิจารณาให้ยาต้านไวรัส ถ้ามีอาการรุนแรงเกิดขึ้น หรือ อาการไม่ดี ขึ้นหลัง 48 ชม

 

. การป้องกันการแพร่เชื้อในโรงพยาบาล

 

-1. การแยกผู้ป่วย

- แยกผู้ป่วยเช่นเดียวกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่ว ๆไป

1. ผู้ป่วยนอก : ให้ผู้ป่วยที่มีอาการใส่ mask

2. ผู้ป่วยใน : ให้อยู่ในห้องแยกเดี่ยว หรืออยู่ร่วมกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเดียวกันในหอผู้ป่วยแยก (cohort ward) หรือ ตึกผู้ป่วยแยก (cohort building)

- ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข สำหรับบุคลากรทางการแพทย์

 

-2. การป้องกันการรับเชื้อ

2.1. ไวรัสไข้หวัดใหญ่ A (H1N1) ติดต่อทาง

- respiratory droplets (พูด ไอ จาม) โดยทั่วไปเชื้อจะสามารถกระจายในระยะไม่เกิน 1- 2 เมตร ซึ่งป้องกันได้ ด้วย surgical mask

- “close contact5“ ทั้งทางตรง และทางอ้อม

- อาจแพร่กระจายแบบ airborne ในกรณีที่ใช้ nebulisation, respiratory therapy, bronchoscopy หรือในที่ที่มีอากาศเย็นและถ่ายเทไม่ดี เช่น ไนท์คลับ ป้องกันได้ ด้วย N95 mask

2.2. ผู้ที่ต้องเข้าใกล้ผู้ป่วยในระยะน้อยกว่า 1- 2 เมตร หรืออยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อหวัด ป้องกันตนเองโดย

- สวม surgical mask และ

- ล้างมือบ่อยๆ

2.2. ไวรัสอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน 2-6 ชม. อยู่ได้นานในที่อากาศเย็นและแห้ง ถูกทำลายด้วยน้ำสบู่

 

-3. การใช้ mask เพื่อป้องกันการรับเชื้อสำหรับบุคลากร

3.1. ชนิดของ mask

- กรณีทั่วๆ ไป ให้ใช้ surgical mask

 

- กรณีที่เข้าใกล้ผู้ติดเชื้อขณะให้ nebulization หรือ respiratory therapy หรือ suction, bronchoscopy เท่านั้น จึงใช้ N95 mask

3.2. วิธีใช้ disposable surgical mask ที่ถูกต้อง

1. เอาสีเข้ม หรือด้านเนื้อละเอียดกว่าออกด้านนอก ด้านที่มีโลหะอยู่บนสันจมูก สวมคลุมจมูก-ปากและคาง

2. กดโลหะที่อยู่บนขอบบนของหน้ากากให้แนบสนิทกับสันจมูก

3. ผูกสายรัดหรือจัดยางที่ไว้สำหรับคล้องให้พอดี อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

4. จัดให้ขอบ mask ทุกด้านแนสนิทกับใบหน้า

5. ไม่เอามือจับ mask ที่บนใบหน้าขณะที่ใช้อยู่ ถ้าจับต้องล้างมือ

6. ใช้ disposable mask แต่ละอันไม่เกิน 1 วัน และเปลี่ยนเมื่อชื้นหรือขาด แล้วทิ้งลงในภาชนะที่มีฝาปิด

 

.การส่งตรวจหา Influenza virus

- ส่งตรวจ เฉพาะ ผู้ป่วย Influenza-Like Illness2 ที่มีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ และ รับไว้ในโรงพยาบาล

- เก็บ nasal swab หรือ nasopharyngeal aspirate หรือ throat swab ให้ได้ epithelial cells

- ส่งตรวจหา Influenza virusโดย RT-PCR

-ไม่แนะนำให้ ตรวจ rapid (screening) test ซึ่งยังมีความไวต่ำ

 

. การรักษาผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

- การดูแลทั่วไปเหมือนกับผู้ป่วยไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ประจำปี

- ให้ยา Oseltamivir เฉพาะผู้ป่วยที่เป็น suspected3 หรือ confirmed cases4 ต่อไปนี้

1. ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดใหญ่รุนแรง และ อาการยังไม่ดีขึ้น

2. ผู้ป่วยที่มีอาการมาก

- ผู้ป่วยที่มีอาการทางปอดรุนแรงมากจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

- อาจพิจารณาให้ systemic steroid (dexamethasone 15-20 มก/วัน, hydrocortisone 200-300 มก/วัน, ในเด็กใช้ methylprednisolone 2 มก/กก/วัน)

- ระมัดระวังอย่างยิ่งในการให้สารน้ำให้อยู่ในภาวะสมดุล ( balanced intake/output) โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มี acute respiratory distress syndrome (ARDS)

 

. แนวทางการให้ยาต้านไวรัส Oseltamivir

-1. การให้ยาต้านไวรัสเพื่อการรักษา

 

 

อาการของผู้ป่วย

ผู้ป่วยเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรครุนแรง1

ไม่รุนแรง

รุนแรง

เสี่ยง

ไม่เสี่ยง

-Suspected case3

ไม่ให้

ให้

ให้

ไม่ให้

-Confirmed case 4

ไม่ให้

ให้

ให้

ไม่ให้

 

-2. การให้ยาเพื่อการป้องกัน

- ไม่แนะนำให้ยาต้านไวรัสเพื่อการป้องกันไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งก่อนการสัมผัส (pre-exposure) หรือหลังการสัมผัส post-exposure)

 

-3. Oseltamivir

ใช้ยาต้านไวรัสอย่างระมัดระวังตามแนวทางปฏิบัติ เพื่อชะลอการดื้อยา

3.1.ขนาดยา

1. น้ำหนักตัว

>40 กก.                           75 มก. วันละ 2 ครั้ง

>23 กก. ถึง 40 กก.             60 มก. วันละ 2 ครั้ง

>15 กก. ถึง 23 กก.             45 มก. วันละ 2 ครั้ง

<15 กก., อายุ > 1 ปี            30 มก. วันละ 2 ครั้ง

 

2. อายุ (ขนาดยาของเด็กอายุ <1 ปี ไม่ขึ้นกับน้ำหนักตัว)

6-11 เดือน                25 มก. วันละ 2 ครั้ง

3-5 เดือน                 20 มก. วันละ 2 ครั้ง

< 3 เดือน                 12 mg วันละ 2 ครั้ง

 

3. การทำงานของไต

Clcr 10-30 mL/min    ให้ยา 1 dose วันละ 1ครั้ง

CAPD                      ให้ยา 0.5 dose สัปดาห์ละครั้ง

3.2. ผลไม่พึงประสงค์

- ผลข้างเคียงที่มักพบได้ : คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ ท้องเสีย

- การให้ยาพร้อมอาหารจะทำให้อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ลดลง

- การแพ้ยาอาจเกิดขึ้น แต่น้อยมาก

3.3. การเก็บยา

- ยาแคปซูล เก็บที่อุณหภูมิห้อง

- ยาน้ำ หรือยาที่ผสมน้ำหวานแล้ว ให้เก็บในตู้เย็นไม่เกิน 10 วัน

 

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

(พิมพ์แจกผู้ป่วยและญาติ)

1. หากมีอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูง และรับประทานอาหารได้ สามารถตามอาการด้วยตนเองที่บ้านได้ ควรให้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ งดดื่มน้ำเย็น

2. หยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติ และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น หรือออกไปในที่ชุมชน เพื่อลดการแพร่เชื้อ

3. ให้ระดาษทิชชู ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จาม ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือและสวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องอยู่กับผู้อื่น

4. หากอาการไม่ดีขึ้น เช่น ไข้สูง เพลีย เจ็บหน้าอก ไอมาก เหนื่อย อาเจียนมาก ซึม เป็นต้น ควรรีบไปพบแพทย์

 

คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป

1. ล้างมือบ่อยๆด้วยน้ำ และสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ

2. ไม่ใช้สิ่งของ เช่น แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น ร่วมกับผู้อื่น

3. ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด

4. กินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ นม ไข่ ทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ และใช้ช้อนกลาง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

5. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานาน โดยไม่จำเป็น

6. ติดตามคำแนะนำอื่นๆของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

 

 

 

 




What's New

สร้างรายได้ ด้วยธุรกิจเครื่องสำอาง
เปลี่ยนแปลงส่วนลดใหม่ทั้งหมด article
ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1
คอสเมซูติคอล (Cosmeceutical)
Facing The Future article
นวัตกรรมใหม่ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง article
ความก้าวหน้าของเครื่องสำอางไทย article
ความรู้เกียวกับ นาโนเทคโนโลยี article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
BIOPLUSCHEM CO., LTD. 14 SOI RAMKHAMHAENG2 SOI 23 YAK 4, KWANG DORKMAI, KHATE PRAVET, BANGKOK 10250 , MOBILE : 089-1996902 , TEL.:02-3375327 ,FAX.:02-1819475 ,WWW.BIOPLUSCHEM.COM ,E-MAIL : info@biopluschem.com