ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
General Information
dot
bulletผิวหนัง
bulletสิว
bulletริ้วรอยแห่งวัย
bulletฝ้าและกระ
bulletสารกันแดด
bulletเครื่องสำอาง
dot
Product List
dot
bulletAnti-Acne Product
bulletWhitening Product
bulletAnti-Aging Product
bulletToiletries Product
bulletBody Treatment Product
bulletTreatment & Ionto Product
bulletสินค้าขายดี 30 รายการ
dot
Service & Support
dot
bulletการสั่งซื้อสินค้า
bulletบริการส่วนลด
bulletการจัดส่งสินค้า
bulletการชำระเงิน
bulletตรวจสอบอัตราค่าขนส่ง
bulletตรวจสอบการส่งสินค้า
dot
Cool Link
dot
bulletFacebook
bulletHotmail.com
bulletYahoo.com
bulletSanook.com
bulletPantip.com
bulletกระทรวงสาธารณสุข
bulletสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
bulletกลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง
bulletศูนย์บริการสุขภาพเบ็ดเสร็จ
bulletกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
dot
Link ที่แนะนำ
dot
bulletwww.funrisy.com (ส่ง/ปลีก)
bulletBestface Cosmeceuticals




ผิวหนัง

ผิวหนังมีประโยชน์อย่างไร
1.ผิวหนังช่วยปกป้องอันตราย
จากฝุ่นละอองเชื้อโรค มลพิษต่างๆหรือแม้แต่การกระทบกระแทก เพื่อป้องกันอวัยวะภายในร่างกายไม่ให้้ไ้รับสิ่งแปลกปลอม หรือ อันตราย นอกจากนี้เม็ดสีเมลานินที่อยู่ในผิวหนัง ยังช่วยป้องกัน ไม่ให้แสงแดดทำอันตรายกับผิวอีกด้วย
2.ช่วยควบคุมอุณภูมิภายในร่างกาย
3.ผิวหนังเป็นอวัยวะที่รับความรู้สึกได้
4.ผิวหนังเป็นอวัยวะช่วยขับถ่ายของเสีย
5.ผิวหนังสร้างวิตะมิน

ผิวหนังถือว่าเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดภายในร่างกายมีเนื้อที่มากถึง 2 ตร.ม.เลยทีเดียว ผิวหนังตามส่วนต่างๆของร่างกามีความหนาไม่เท่ากัน เช่นเปลือกตาเป็นส่วนที่บางที่สุด มีความหนาน้อยกว่า 0.5 มม. ส่วนที่หลังจะมีความหนามาก 5 มม.แต่โดยทั่วไปผิวหนังจะมีความหนาประมาณ 1-2 มม.

โครงสร้างของผิวหนัง
1.ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis)
เป็นชั้นบนสุดของผิวหนัง มีความหนาประมาณ 0.04-1.5 มม.หนังกำพร้ามีความหนาแตกต่างตามส่วนต่างๆของร่างกายบริเวณตาจะบางที่สุด ส่วนบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าจะหนามากที่สุด ภายในชั้นหนังกำพร้านี้ประกอบด้วยเซลล์ต่างๆมากมาย มีหน้าที่และลักษณะแตกต่างกันไป โดยเซลล์ส่วนที่อยู่ล่างสุด (Basal Cell) จะทำหน้าที่สร้างเซลล์ใหม่ โดยจะมีการแบ่งตัวอยู่ตลอดเวลา เซลล์ที่ถูกสร้างขึ้นจะดันเซลล์เก่าให้อยู่ชั้นเหนือขึ้นไปจนกระทั่งถึงชั้นบนสุดกลายเป็นเซลล์ที่ตายแล้วและหลุดลอกออกไปเป็น ขี้ไคล นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีเซลลืสร้างเม็ดสี (Melanocyte)ที่ทำหน้าสร้างสีอยู่ที่บริเวณส่วนล่างสุดของชั้นหนังกำพร้า ทำให้เกิดสีผิวต่างๆ

2.ชั้นหนังแท้ (Dermis)
ชั้นนี้ประกอบด้วยเนื้อเยื่อต่างๆ ได้แก่
- เส้นใยคอลลาเจน (Collagen Fiber) คือโปรตีนคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบที่มีมากถึงร้อยละ 75 ของน้ำหนักแห้งของผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเกิดความแน่นและแข็งแรงชั้นหนังแท้ที่หนาที่สุดจะอยู่หลังต้นแขนและหลังต้นขาและหน้าท้องตามลำดับ การเรียงตัวของคอลลาเจนในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันทำให้เกิดลายเส้นทั่วร่างกาย เรียกว่า Cleavage line

- เส้นใยอีลาสติค (Elastic fiber) คือโปรตีน อิลาสติน เป็นส่วนประกอบที่มีีอยู่ร้อยละ 4 ของน้ำหนักแห้งของผิวหนังทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและสามารถคืนสู่สภาพเดิมได้เมื่อถูกดึง ground substance ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของน้ำและอาหาร และของเสียระหว่างเซลล์และหลอดเลือดประกอบต้วยสารต่างๆ เช่น glycoprotein ,hyaluronic acid ,proteoglycan ,chrondroitin sulfate ฯลฯ

- เส้นประสาท
- หลอดเลือด ทำหน้าที่นำอาหารมาเลี้ยงเซลล์ผิวหนังและยังทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิในร่างกายและควบคุมความดันเลือดด้วย
- ท่อน้ำเหลือง ทำหน้าที่ควบคุมความดันของน้ำที่อยู่ระหว่างเซลล์และถ่ายเทของเสียออกไปจากผิวหนัง

3.ชั้นเนื้อเยื่อไขมัน (Subcutaneous)
ชั้นนี้ทำหน้าที่เป็นฉนวนป้องกันแรงกระทบกระแทกจากภายนอก เก็บสะสมพลังงานไว้ใช้ในเวลาที่จำเป็นหรือขาดแคลนและทำให้ผิวหนังสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่ติดกับอวัยวะอื่นๆ
ที่อยู่ข้างใต้

ต่อมต่างๆที่อยู่ในผิวหนัง
ต่อมเหงื่อมี 3 แบบคือ
1.ต่อมเหงื่อที่มีรูเปิดออกสู่ผิวหนังโดยตรง (Eccrine gland)
มีอยู่ที่ผิวหนังทั่วร่างกาย ยกเว้นที่ริมฝีปาก ใต้เล็บ บริเวณอวัยวะเพศของหญิงและชาย ต่อมเหงื่อนี้มีมากถึง 1.6-4 ล้านต่อม บริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าจะมีมาก ต่อมเหงื่อจะอยู่บริเวณส่วนล่างของหนังแท้ หรือบริเวณรอยต่อของหนังแท้และและชั้นไขมันและมีท่อเปิดออกสู่ภายนอกผิวหนัง ต่อมเหงื่อทำหน้าที่ขับเหงื่อและของเสียออกจากร่างกาย ออกมาประมาณวันละ 700-900 ซีซี ประมาณร้อยละ 99 ของเหงื่อจะเป็นน้ำ นอกนั้ันจะเป็นไขมัน เกลือ ยูรีน และอื่นๆ ทำให้อุณหภูมิร่างกายคงที่ นอกจากนี้ยังขับเหงื่อออกมาเมื่อเกิดความเครียดได้ บางคนมีเหงื่อมากอาจใช้ยาทาลดการสร้างเหงื่อ เช่น 5-20% Aluminium chlorhydrate ใน ethanol

2.ต่อมเหงื่อที่มีรูเปิดอยู่ในรู ขุมขน (Apocrine gland)
พบได้บริเวณรักแร้ อวัยวะเพศ รอบทวารหนัก และยังมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นต่อมต่างๆ เช่นรอบหัวนม ริมฝีปากล่าง เต้านม หนังตา เป็นต้น อยู่ที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และมีท่อเปิดอยู่เหนือท่อเปิดของต่อมไขมัน แต่บางชนิดมีท่อเปิดออกสู่ภายนอกโดยตรง ในสัตว์ต่อมนี้ทำหน้าที่สร้างกลิ่นและควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในคนจะมีของเหลวถูกขับออกมามีลักษณะคล้ายน้ำนม ไม่มีกลิ่น แต่เมื่อทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียที่ผิวหนังแล้วจะทำให้เกิดกลิ่นได้

3.ต่อมไขมัน (Sebaceous gland)
มีอยู่ทั่วทุกแห่งของร่างกาย ยกเว้นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า มีขนาดไม่เท่ากันตามสัดส่วนต่างๆของร่างกาย ต่อมไขมันบริเวณใบหน้าและศรีษะจะมีขนาดใหญ่ที่สุด ต่อมไขมันประกอบด้วยเซลล์ที่สร้างไขมันอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ทำหน้าที่สร้างไขมันหรือไขผิว (Sebum) ออกมาเคลือบผิวไว้เพื่อลดการสูญเสียน้ำ การเจริญเติบโตของต่อมไขมันขึ้นอยู่กับฮอร์โมนเพศชาย (androgen) ซึ่งจะมีขนาดใหญ่เมื่อแรกเกิดจากนั้นจะเล็กลง และโตอีกครั้งเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น ไขมันจะสร้างมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และลดลงมากเมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา ด้วยเหตุนี้คนชราจะมีผิวค่อนข้างแห้ง และไม่เป็นสิว

ไขผิว
ตารางแสดงองค์ประกอบของไขผิว

ชื่อสาร

ปริมาณเฉลี่ย(%ของทั้งหมด)

1.Triglyceride

41.0

2.Wax ester

25.0

3.Fatty acid

16.4

4.Diglyceride

12.0

5.Cholesterol

2.1

6.Cholesterol

1.3

ไขผิวช่วยป้องกันการสูญเสียความชื้นจากหนังกำพร้า ไขผิวจะถูกสร้างมากที่สุดเมื่ออายุได้ 20 ปีและจะสร้างลดลงเรื่อยๆเมื่ออายุมากขึ้น ผู้หญิงเมื่ออายุมากขึ้นจะมีปัญหาผิวแห้งมากกว่าผู้ชาย เพราะผู้ชายจะยังมีปริมาณการสร้างไขผิวในปริมาณสูงเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้นจึงมีเครื่องสำอางต่างๆที่มีสารที่เป็นองค์ประกอบของไขผิว เพื่อนำไปทดแทนไขผิวที่ลดลง ซึ่งได้แ่ก่ เครื่องสำอางที่มีสารจำพวก Triglyceride และ Fatty acid กรดไขมันที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในไขผิว คือ Palmitoic acid ,Palmitic acid และ Leinoleic acid จึงมีการนำเอาน้ำมันจากพืชและสัตว์ซึ่งมีส่วนผสมของกรดไขมันที่คล้ายกับไขผิวตามธรรมชาติ มาทำเป็นเครื่องสำอางต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น Babassu oil ,Coconut oil ,Evening Primrose oil ,Macadamia oil ,Sunflower seed oil และ  Wheat germ oil เป็นต้น

ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ของผิวหนัง
ผิวหนังภายนอกถูกเคลือบด้วยไขมันและเหงื่อ นอกจากนี้ก็ยังมีโปรตีนที่เป็นส่วนหนึ่งของผิวหนังชั้นบนสุด สารต่างๆเหล่านี้ ทำให้ผิวหนังมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ มีค่า pH อยู่ประมาณ 4.56.5 ซึ่งเป็นสภาพที่ดีที่สุดของผิวหนัง แต่ถ้าสภาพนี้เปลี่ยนไป เช่น
สภาพเป็นด่าง จะทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคืองและติดเชื้อได้ง่าย สภาพเช่นนี้อาจเกิดจากการอาบน้ำด้วยสบู่ที่สภาพเป็นด่างอยู่เป็นประจำ
สภาพเป็นกรดมากขึ้น เช่นคนที่มีต่อมไขมันมากกว่าปกติจะมีค่า
pH ลดลงไปด้วย

 
ปัจจัยที่ทำให้ผิวแตกต่างกัน
ลักษณะของผิวขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการด้วยกัน ดังต่อไปนี้
1.กรรมพันธ์
2.อายุ
3.อาหารและน้ำ
4.การออกกำลังกาย
5.การพักผ่อน
6.ยา
7.เพศ
8.แสงแดด
9.สุขภาพกายและจิตใจ

ลักษณะของผิว แบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ
1.ผิวธรรมดา
ลักษณะผิว
ผิวธรรมดามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ประมาณ 15-25
% เป็นผิวที่มีความละเอียด ปริมาณไขมันที่พอเหมาะ มีความชุ่มชื่นและสดใส เป็นผิวที่ทุกคนปรารถนา แต่บริเวณ T-Zone คือบริเวณ หน้าผาก จมูกและคาง อาจจะมีความมันมากกว่า ส่วนอื่น
คำแนะนำในการดูแลผิวธรรมดา
เป็นผิวที่ดีที่สุด แต่น้อยคนนักที่จะมีผิวลักษณะนี้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นผิวผสม คือมีบางส่วนที่มีความพอดี แต่บางส่วนอาจจะแห้งหรือมันเกินไป การดูแลผิวให้สะอาดและมีสุขภาพดีถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด อย่าใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม หรือมากเกินไป เพราะจะทำร้ายผิวมากขึ้น

2.ผิวแห้ง
ลักษณะผิว
ผิวแห้งจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบน้อยกว่าผิวธรรมดา คือมีปริมาณน้ำอยู่ในเคอราติน น้อยกว่า 10
% และอาจเกิิดจาการที่ต่อมไขมันผลิตไขมันได้น้อย ทำให้ผิวสูญเสียน้ำออกไปมาก ผิวจึงแห้งตึงโดยเฉพาะบริเวณ รอบปาก รอบดวงตาจะเห็นรอยย่นเล็กๆได้ แต่หากผิวแห้งมากจะเห็นเป็นขุยหรือแตกได้
คำแนะนำในการดูแลผิวแห้ง
ผิวแห้งเนื่องจากน้ำในเซลล์ผิวหนังลดลง ดังนั้นการกระทำใดๆก็ตามเพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เช่น การทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมัน โดยเฉพาะในหน้าหนาว ความชื้นในอากาศน้อยลง ควรทาครีมบำรุงเป็นประจำทุกครั้งหลังล้างหน้าหรืออาบน้ำ หลีกเลี่ยงน้ำอุ่นในการชำระล้าง หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ในการล้างหน้า เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำมันที่ทำหน้าที่เคลือบผิวมากขึ้น ควรล้างหน้าวันละครั้งด้วยน้ำเปล่าจะดีที่สุด ยกเว้นว่าสกปรกมากก็อาจใช้
cleansing cream   เช็ดทำความสะอาด แล้วล้างออกด้วยน้ำธรรมดา

3.ผิวมัน
ลักษณะผิว
ผิวมันจะมีน้ำหล่อเลี้ยงพอๆกับผิวธรรมดา และมีน้ำมันมากกว่าปกติ เนื่องจากต่อมไขมันมีการสร้างไขมันมากเกินไป ทำให้เกิดการอุดตันและกลายเป็นสิวได้ง่าย โดยเฉพาะในวัยรุ่นฮอร์โมนเพศมีบทบาทมากเกี่ยวกับการกระตุ้นต่อมไขมัน ดังนั้นวัยรุ่นจะพบว่าเป็นสิวมากกว่าคนแก่ แต่ก็พบว่าคนที่มีผิวมันจะไม่ค่อยพบเห็นริ้วรอยเหี่ยวย่นเหมือนกับคนผิวแห้ง
คำแนะนำในการดูแลผิวมัน
อาจจะต้องล้างหน้าบ่อยขึ้น การล้างหน้าด้วยน้ำธรรมดาอาจจะไม่เพียงพอ การล้างหน้าด้วยสบู่ที่มีสภาพเป็นด่างรุนแรงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ จึงควรใช้สบู่ที่อ่อนโยนต่อผิวจะดีกว่า ควรล้างน้ำด้วยน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นช่วยละลายไขมันที่เกาะติดบนใบหน้าได้ คนผิวมันมีรูขุมขนกว้างเกิดการอุดตันและเป็นสิวง่าย ควรใช้โลชั่นหรือน้ำยากระชับรูขุมขน
(Toner) ช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ แต่ผลอาจจะไม่ถาวร ไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพราะจะทำให้ผิวมันมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนของน้ำมัน (Oil free) หรือมีส่วนผสมของน้ำมันน้อยที่สุด การใช้ AHA จะช่วยลดความมันของผิวหน้าได้








Copyright © 2010 All Rights Reserved.
BIOPLUSCHEM CO., LTD. 14 SOI RAMKHAMHAENG2 SOI 23 YAK 4, KWANG DORKMAI, KHATE PRAVET, BANGKOK 10250 , MOBILE : 089-1996902 , TEL.:02-3375327 ,FAX.:02-1819475 ,WWW.BIOPLUSCHEM.COM ,E-MAIL : info@biopluschem.com